ประวัติศาสตร์สมัยธนบุรีกรุงธนบุรี
เป็นราชธานีของไทย ในช่วง พ.ศ. 2310 - 2325 มีที่ตั้ง ณ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เมืองธนบุรีเดิมหลังจากกรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 แล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ได้ทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ขึ้น พระราชทานนามว่า "กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร" เมื่อจุลศักราช 1130 ปีชวด สัมฤทธิศก ตรงกับ พ.ศ. 2310 จวบจนถึง พ.ศ. 2325 นับเป็นเวลาแห่งราชธานีเพียง 15 ปีเท่านั้นแม้กรุงศรีอยุธยา จะถูกทำลายย่อยยับ พม่าก็มิได้รุกรานดินแดนสยามทั้งหมด ทหารพม่ามีกำลังเพียงควบคุมในเมืองหลวง และ เมืองใกล้เคียงเท่านั้น หลังจากเสด็จสิ้นการปล้นสะดม พม่ายกเลิกทัพกลับไป เหลือไว้แต่เพียงกองทัพเล็กๆ ประมาณ 3,000 คน มีสุกี้พระนายกอง เป็นผู้ดูแลรักษากรุงศรีอยุธยา ตั้งค่ายอยู่ที่บ้านโพธิ์สามต้น พร้อมกันนั้น พม่าได้ตั้ง นายทองอิน ซึ่งเป็นคนไทย ให้ไปเป็นผู้ดูแลรักษาเมืองธนบุรีไว้แทนพม่า ดังนั้นหัวเมืองอื่นๆ ที่ปลอดจากการรุกรานของพม่า จึงตั้งตนเป็นใหญ่ไม่ขึ้นต่อใคร เรียกว่าชุมนุม โดยทั้งหมดมีทั้งหมด 5 ชุมนุม ได้แก่ ชุมนุมพระเจ้าตาก (ตั้งหลังสุด) ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช ชุมนุมเจ้าพิมาย และ ชุมนุมพระเจ้าฝางการตั้งตัว สาเหตุของการหลบหนีขณะที่กรุงศรีอยุธยาทำสงครามกับพม่าอยู่นั้น พระยาตากได้เห็นความอ่อนแอของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ และมองไม่เห็นหนทางที่จะเอาชนะข้าศึกได้ จึงไม่อยากอยู่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปบังเกิดขึ้นหลายครั้ง ดังนี้
พระยาตากคุมทหารออกไปรบนอกเมือง และสามารถรบชนะข้าศึกได้ แต่ทางการไม่ส่งทหารมาเพิ่ม จึงต้องเสียค่ายนั้นไปอีก
พระยาตากได้รับบัญชาให้ยกกองทัพเรือออกไปรบพร้อมกับพระยาเพชรบุรี แต่พระยาตากเห็นว่าพม่ามีพลที่มากกว่า จึงห้ามไม่ให้พระยาเพชรบุรีไปออกรบ แต่พระยาเพชรบุรีไม่เชื่อฟัง จึงออกไปรบ และเสียชีวิตในสนามรบ ทำให้พระยาตากถูกกล่าวหาว่าทิ้งให้พระยาเพชรบุรีเป็นอันตราย
3 เดือนก่อนกรุงแตก พม่ายกกองมาปล้นทางเหนือของพระนคร พระเจ้าตากเห็นการ จึงจำเป็นต้องขออนุญาตจากกรุงให้ใช่ปืนใหญ่ ไม่อนุญาต
พระยาตากจึงคิดว่าถ้ายังเป็นอย่างนี้ กรุงศรีอยุธยาจะต้องแตก พระยาตากจึงตัดสินใจตีฝ่าวงล้อมของพม่าออกไป พร้อมกับขุนนางนายทหารผู้ใหญ่ตีฝ่าวงล้อมพม่า โดยนายทหารและขุนนางผู้ใหญ่มี พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงพิชัยราชา หลวงราชเสนา ขุนอภัยภักดี และ หมื่นราชเสน่หา ออกไปตั้งค่ายที่ วัดพิชัย เมื่อเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 4 ค่ำ ปีจอ จุลศักราช 1128 ตรงกับวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2310 พอไปถึงบ้านสำบัณฑิตเวลาเที่ยงคืนเศษ ก็แลเห็นแสงเพลิงไหม้จากพระนครการเดินทางไปยังเมืองจันทบุรี เมืองระยองพระยาตากได้นำทัพผ่านบ้านโพสามหาร บ้านบางดง ซึ่งมีแต่ทหารพม่า ผ่าน หนองไม้ทรุง เมืองนครนายก เมืองปราจีนบุรี ลงใต้ผ่านพัทยา สัตหีบ ตลอดทางมีคนอ้อมน้อมเป็นพรรคพวกจำนวนมาก พระยาตากนำทัพเลียบชายฝั่ง จนมาถึงเขตเมืองระยอง ผู้รั้งเมืองระยองเห็นว่า ทัพพระยาตากเป็นทัพใหญ่ จึงพากรมการเมืองไปต้อนรับนอบน้อมและที่เมืองระยองนี้เอง ที่พระยาตากได้ตั้งตนเป็นเจ้าด้วยความเห็นชอบของบรรดาขุนนาง และ กลุ่มชน แต่ต่อมา นายบุญรอด แขนอ่อน นายบุญมาซึ่งเป็นน้องภริยาของพระยาจันทบุรี ที่ได้เข้ามาถวายตัวเข้ารับราชการ ได้กราบทูลความรับให้ทรงทราบว่าขุนรามหมื่นส้อง นายทองอยู่ นกเล็ก และ พรรคพวกการเมืองระยองคิดร้าย เจ้าตากจึงทรงวางแผนซ้อนตีต้อนพวกคิดร้ายแตกพ่ายไป เมื่อเจ้าตากได้เมืองระยองแล้ว ทรงส่งคนไปเกลี้ยกล่อมพระยาจันทบุรี แล้วออกตามจับขุนรามหมื่นส้อง กับ นายทองอยู่ นกเล็ก ต่อไป และในที่สุด นายทองอยู่ นกเล็ก ก็ได้มาอ่อนน้อม พระยาตากจึงทรงแต่งตั้งให้ นายทองอยู่ นกเล็ก เป็น พระยาอนุราชบุรีศรีมหาสมุทร ปกครองเมืองชลบุรีต่อไปเมืองจันทบุรีเจ้าตากทรงพิจารณาเห็นว่า เมืองจันทบุรีเป็นเมืองที่ใหญ่ และยังอุดมสมบูรณ์ บ้านเรือนเป็นปกติสุขอยู่ เจ้าตากจึงทรงเกลี้ยกล่อมเมืองจันทบุรีให้มาช่วยกู้เอกราชพระยาจันทบุรีรับคำไมตรีในช่วงแรก แต่แล้วพระยาจันทบุรีกลับไปร่วมมือกับขุนรามหมื่นส้อง วางแผนลวงให้เจ้าตากยกกองทัพเข้าไปตีเมืองจันทบุรี แล้วค่อยกำจัดเสียในภายหลัง แต่พระยาตากทรงรู้ทัน จึงทรงหยุดยั้งอยู่หน้าเมืองในขณะนั้นหลวงนายศักดิ์ (หมุด) ถูกเจ้าเมืองจันทบุรีคุมขังอยู่ ได้หนีออกมาสมทบเจ้าตาก เพราะรู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน หลวงนายศักดิ์ได้มอบจีนพรรคพวกให้ 500 คน กับเงินส่วยสาอากร 300 ชั่งที่เก็บจากเจ้าเมืองจันทบุรีเมื่อเจ้าตากทรงพิจารณาเห็นว่าพระยาจันทบุรีหลงเชื่อคำของขุนรามหมื่นส้อง ไม่ยอมอ่อนน้อมให้แล้ว จึงตรัสให้ทหารทั้งปวง เทอาหารทิ้ง ทุบหม้อทุบต่อยหม้อแกงจนแหลกหมด แล้วจึงตรัสว่า วันนี้เราจะเอาเมืองจันทบุรีให้ได้ ให้ไปหาข้าวของกินกันในเมือง หากไม่ได้ก็จงตายเสียให้สิ้นด้วยกันเถิดครั้นตกดึกประมาณ 3 นาฬิกา เจ้าตากก็สามารถบุกเข้าเมืองได้ ตรงกับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เจ้าตากจึงสามารถรวบรวมหัวเมืองตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี และ ระยอง จันทบุรีได้การสถาปนากรุงธนบุรีเมื่อพระเจ้าตากทรงขับไล่พม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาแล้ว ก็รวบรวมผู้คน ทรัพย์สมบัติ และสิ่งต่างๆ ซึ่งสุกี้พระนายกองยังมิได้นำไปยังพม่า นำกลับมายังค่ายที่เมืองธนบุรี ปรากฏว่าที่เมืองลพบุรี มีพระบรมวงศานุวงศ์ของราชวงศ์อยุธยามาพำนักอยู่เป็นจำนวนมาก พระเจ้าตากจึงสั่งให้คนไปอัญเชิญมายังเมืองธนบุรี พระองค์ทรงขุดพระบรมศพของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ขึ้นมาถวายพระเพลิงตามราชประเพณี ต่อจากนั้น พระองค์ก็ทรงคิดที่จะปฏิสังขรณ์พระนครศรีอยุธยาให้กลับคืนเป็นดังเดิม แต่แล้วหลังจากตรวจดูความพินาศของเมือง ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อพยพผู้คนเคลื่อนลงมาทางใต้ ตั้งราชธานีใหม่ขึ้นที่เมืองธนบุรี เรียกนามว่า กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรเหตุผลที่ทรงย้ายราชธานี
1. ถึงแม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะเป็นราชธานีที่มีชัยภูมิดี มีแม่น้ำล้อมรอบ แต่พระเจ้าตากไม่มีทหารเพียงพอที่จะปกป้องพระนครได้ จึงอาจจะทำให้ข้าศึก บุกเข้ามาโดยง่าย
2. กรุงศรีอยุธยาอยู่ในทำเลที่ข้าศึกเข้ามาสะดวก พม่ารู้ประตูทางเข้าออกและจุดอ่อนของกรุงศรีแล้ว จึงทำให้เสียเปรียบต่อการป้องกันพระนคร
3. กรุงศรีอยุธยาทรุดโทรมมาก ยากแก่การบูรณะสังขร
4. อยุธยาอยู่ไกลจากทะเล ซึ่งไม่สะดวกในการค้าขาย
เหตุผลทีทรงเลือกเมืองธนบุรี
1. ธนบุรีมีแม่น้ำใหญ่กว้างไหลผ่าน เมื่อข้าศึกมา จึงสามารถขึ้นเรือหนีไปที่เมืองจันทบุรีได้
2. ธนบุรีมีป้อมอยู่ คือ ป้อมวิชัยประสิทธิ์ หรือ ป้อมวิไชเยนทร์ ที่สร้างไว้ตั้งแต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หลงเหลืออยู่ พอที่จะใช้ป้องกันข้าศึกได้
3. ธนบุรีตั้งอยู่บนเกาะเหมือนอยุธยา
4. ธนบุรีตั้งอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเส้นทางที่เมืองเหนือทั้งปวงจะได้ค้าขาย จึงสามารถกีดกันมิให้หัวเมืองเหล่านั้นตั้งตนเป็นใหญ่ ซื้อหาอาวุธจากต่างประเทศได้
5. ธนบุรีตั้งอยู่ใกล้ทะเล สะดวกแก่การค้ามาก ซึ่งต่างจากอยุธยาที่ต้องขนลงเรือเล็กก่อน
6. ธนบุรีเป็นเมืองเก่า มีวัดเก่าแก่มากมาย ดังนั้นจึงไม่ต้องสร้างวัดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
7. ธนบุรีมีคลองมาก ดินดี น้ำมาก จึงสามารถทำไร่ทำสวนได้ตลอดทั้งปี
การปกครองการปกครองในสมัยกรุงธนบุรีนั้น ยืดถือแบบการแบบกรุงศรีอยุธยา โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้การปกครองส่วนกลางกรุงธนบุรีเป็นศูนย์กลาง มีอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง
สมุหนายก' เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือน เป็นผู้ดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทั้งในราชการฝ่ายทหาร และ พลเรือน ในฐานะเจ้าเสนาบดีกรมมหาดไทย ผู้เป็นจะมียศเป็น เจ้าพระยาจักรี'หรือที่เรียกว่า ออกญาจักรี
สมุหพระกลาโหม' เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหาร เป็นผู้ดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งปวง ยศนั้นก็จะมี เจ้าพระยามหาเสนา'หรือที่เรียกว่า ออกญากลาโหม
ส่วนจตุสดมภ์นั้นยังมีไว้เหมือนเดิม มีเสนาบดีเป็นผู้ดูแล และมีพระยาโกษาธิบดี เป็นผู้ดูแลอีกทอดหนึ่ง ซึ่งได้แก่ กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง และ กรมนาการปกครองส่วนภูมิภาค
หัวเมืองชั้นใน จะมีผู้รั้งเมือง เป็นผู้ปกครอง จะอยู่รอบๆไม่ไกลจากราชธานี
เมืองพระยามหานคร จะแบ่งออกได้เป็น เมืองเอก โท ตรี จัตวา มีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง
เมืองประเทศราช คือเมืองที่จะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้กรุงธนบุรี ซึ่งในขณะนั้น จะมี นครศรีธรรมราช เชียงแสน เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน ปัตตานี ไทรบุรี ตรังกานู มะริด ตะนาวศรี พุทไธมาศ พนมเปญ จำปาศักดิ์ หลวงพระบาง และ เวียงจันทน์ ฯลฯ
เศรษฐกิจในช่วงแรกๆ ค่อนข้างที่จะมีปัญหาด้านเศรษฐกิจเพราะเกิดปัญหาข้าวยากหมากแพงไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน วิธีแก้แรกๆ พระเจ้าตากสินได้สละทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ซื้อข้าวแจกกับประชาชน แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี จนภายหลังพระองค์จึงให้ราษฎรทุกคนช่วยกันปลูกข้าวในบริเวณรอบๆ พระบรมมหาราชวังเพราะมีดินที่อุดมสมบูรณ์ และทำทั้งนาปรังและนาปีเพื่อให้ข้าวเพียงกับความต้องการของราษฎร ส่วนเรื่องค้าขายคาดว่าน่าจะมีการค้าขายกับชาวจีนบ้างบางส่วน และเราเองก็ได้รับความช่วยเหลือจากคนจีนในบางส่วน สินค้าที่ขายคงเป็นข้าว สภาพเศรษฐกิจของกรุงธนบุรีไม่ค่อยดี เพราะยังมีปัญหาพวกพ่อค้าจากต่างถิ่นไม่ค่อยกล้าเข้ามาทำการค้าขาย เนื่องจากกลัวภัยสงครามในเมืองธนบุรี เนื่องจากกรุงธนบุรีมีการต่อสู้และทำสงครามกับพม่าอยู่ตลอดเวลาสังคมเป็นสังคมเล็กๆ เพราะมีประชากรไม่มากนักวัฒนธรรมรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแม้จะไม่ยาวนานนักได้ฟื้นฟูปรับปรุงบ้านเมืองในด้านวัฒนธรรมอย่างมากเช่น ด้านศาสนาได้แต่งตั้งพระสังฆราช ด้านศิลปะผลงานไม่เด่นชัด ด้านการศึกษาเด็กผู้ชายจะมีโอกาสได้เรียนเท่านั้นวรรณกรรมถึงแม้ว่ากรุงธนบุรีจะดำรงอยู่เป็นเวลาอันสั้น วรรณกรรม วรรณคดีทั้งหลายถูกทำลายลง แต่ก็มีเวลาที่จะมาฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ประติมากรรมแบบดั้งเดิม
ประติมากรรมแบบดั้งเดิม อยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ การสร้างประติมากรรมดำเนินรอยตามแบบประเพณีนิยมที่ทำกันมาแต่อดีตของไทย
สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นยุคที่เริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างบ้านเมืองใหม่ จึงมีการสร้างพระพุทธรูปน้อยมาก พระ-ประธานที่สร้างในสมัยนี้ที่สำคัญคือ พระประธานที่พระอุโบสถและพระวิหารวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ฝีมือพระยาเทวารังสรรค์ เป็นพระพุทธ-รูปที่มีขนาดใหญ่จนดูเกือบคับอาคาร มีฐานชุกชีเตี้ยเป็นผลในการแสดงอำนาจราชศักดิ์ พระพุทธรูปส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายมาจากสุโขทัยและจังหวัดทางภาคกลางที่องค์พระพุทธรูปเหล่านี้ถูกทอดทิ้งอยู่ตามโบราณสถานที่ปรักหักพัง ต้องกรำแดดกรำฝนนำมาบูรณะใหม่กว่า ๑,๒๐๐ องค์ และส่งไปเป็นประธานตามวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ ที่เหลือนำมาประดิษฐานไว้ ณ ระเบียงวัดพระเชตุพนวิมล-มังคลารามพันกว่าองค์ ทั้งชั้นนอกและชั้นในประติมากรรมอื่นๆ ที่สำคัญคือ หัวนาคและเศียรนาคจำแลง และยักษ์ทวารสำริดปิดทองประจำประตูทางเข้าพระมณฑป หอพระไตรปิฎกหลังปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดารามฝีมือครูดำช่างปั้นเอกสมัยรัชกาลที่ ๑
สมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯให้บูรณะศิลปสถานและงานศิลปะอื่นๆ โดยเฉพาะด้านประติมากรรมเป็นพิเศษ เช่น ทรงปั้นหุ่นพระยารักใหญ่รักน้อยและรูปพระลักษมณ์พระรามซึ่งเป็นหุ่นหลวงที่สวยงามมาก ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์ พระพุทธประธาน ๒ องค์ คือ พระพุทธจุฬารักษ์ พระประธานพระอุโบสถวัดราชสิทธาราม และพระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม งานชิ้นที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือทรงร่วมสลักบานประตูพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม รูปพรรณพฤกษาซ้อน ๓ ชั้น มีภาพสัตว์ประเภทนกและกระต่ายประกอบ
สมัยรัชกาลที่ ๓ ในรัชกาลนี้มีการสร้างหล่อพระประธานขนาดใหญ่ ตามวัดที่สร้างใหม่เช่น "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" พระประธานพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม และ "พระพุทธเสฏฐมุนี" พระประธานในศาลาการเปรียญวัดสุทัศนเทพวราราม "พระเสฏฐตมมุนี" พระประธานพระอุโบสถวัดราชนัดดา และ "พระพุทธมหาโลกาภินันทปฏิมา" พระประธานพระอุโบสถวัดเฉลิมพระเกียรติ นอกจากนี้ยังทรงสร้างพระพุทธไสยาสน์ยาว ๙๐ ศอกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องกษัตริยาธิราชเจ้า ๒ องค์ เพื่อเป็นราชอนุสรณ์แด่พระอัยกาและพระราชบิดาของพระองค์ ซึ่งเป็นพระหล่อสัมฤทธิ์หุ้มทองคำประดับด้วยอัญมณีมีค่า ถวายพระนามว่า "พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก" และ "พระพุทธเลิศหล้านภาลัย" ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม การสร้างพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องปางห้ามญาติ ขนาดใหญ่นี้นิยมสร้างไว้เป็นจำนวนมาก ถือเป็นพระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
เศียรนาคพลสิงห์บันไดพระมณฑป วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระพุทธเสฏฐมุนี พระประธานในศาลาการเปรียญวัดสุทัศน์เทพวรารามพระพุทธรูปปางมารวิชัย รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้นด้วยกลักฝิ่น
ประติมากรรมระยะปรับตัว
ประติมากรรมระยะปรับตัว สมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ เป็นยุคสมัยของการปรับตัวเปิดประเทศยอมรับอิทธิพลตะวันตก ยอมรับความคิดใหม่มาเปลี่ยนแปลงสังคม ระเบียบประเพณีเพื่อประคองให้ประเทศรอดพ้นจากภัยสงครามหรือจากลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตก ซึ่งหลายประเทศในซีกโลกเอเชียยุคนั้นประสบอยู่ การสร้างงานศิลปกรรมทุกสาขารวมทั้งประติมากรรมก็ถูกกระแสการเมืองนี้ด้วย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริปั้นรูปเหมือนแบบตะวันตกขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จึงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงเทพรจนา (พลับ) ซึ่งต่อมาเป็นพระยาจินดารังสรรค์ปั้นถวาย โดยปั้นจากพระองค์จริงและเลียนแบบรูปปั้นของพระองค์ที่ฝรั่งปั้นจากรูปพระฉายที่ส่งมาถวายแต่ไม่เหมือน เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระรูปที่หลวงเทพรจนาปั้นขึ้นใหม่ก็ทรงโปรด ต่อมานำพระรูปองค์นี้ประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทในพระนครคีรีที่เพชรบุรี ปัจจุบันมีการหล่อไว้หลายองค์ประดิษฐานที่พระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ และหอพระจอม วัดราชประดิษฐ์กรุงเทพฯ จากพระรูปองค์นี้นับเป็นการเปลี่ยนศักราชประติมากรรมไทยที่เดิมปั้นรูปราชานุสรณ์โดยใช้การสร้างพระพุทธรูปหรือเทวรูปแทนมาสู่การปั้นรูปราชานุสรณ์เหมือนรูปคนจริงขึ้น และจากจุดนี้เองส่งผลให้มีการปรับตัวทางประติมากรรมไปสู่ประติมากรรมสมัยใหม่ การปั้นหล่อพระพุทธรูปในยุคนี้ไม่ใหญ่โตเท่าสมัยรัชกาลที่ ๓ มีพุทธลักษณะที่เป็นแบบฉบับของตนเอง มีลักษณะโดยส่วนรวมใกล้ความเป็นมนุษย์ มีการปั้นจีวรเป็นริ้ว บนพระเศียรไม่มีต่อมพระเมาลี พระพุทธรูปที่สำคัญเหล่านี้คือ พระสัมพุทธพรรณี พระนิรันตราย และพระพุทธสิหังคปฏิมา พระประธานในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐ์ ในรัชสมัยนี้มีการสร้างพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติเช่นกัน แต่จีวรพระสมัยนี้เป็นริ้วใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้นประติมากรรมที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ "พระสยามเทวาธิราช" เป็นเทวรูปขนาดเล็กหล่อด้วยทองคำทั้งองค์สูง ๘ นิ้วฟุต ลักษณะงดงามมาก เป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐวรการ
สมัยรัชกาลที่ ๕ ระยะต้นรัชกาล อายุกรุงรัตนโกสินทร์จะครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำนุบำรุงศิลปะ แบบดั้งเดิมอย่างมาก มีการปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ปราสาทราชมณเฑียร โดยเฉพาะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เกิดงานประติมากรรมตกแต่งที่สวยงามในศาสนสถานแห่งนี้มากที่สุด งานประติมากรรมส่วนใหญ่เป็นฝีพระหัตถ์พระองค์เจ้าประดิษฐวรการทั้งสิ้น เช่น รูปสัตว์หิมพานต์ ๗ คู่ บนชานชาลาไพที รอบปราสาทพระเทพบิดรรูปพระบรมราชานุสาวรีย์ประจำรัชกาลที่ ๑, ๒ และ ๓ เป็นรูปบุษบกประดิษฐานพระราชลัญจกรบนพานแว่นฟ้าพร้อมช้างเผือกและฉัตร ตรงมุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทพระเทพบิดร ปั้นหล่อพระบรมรูป ๓ รัชกาลคือ รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ รวมทั้งปั้นแก้ไขรัชกาลที่ ๔ ที่พระยาจินดารังสรรค์ปั้นไว้ พระ-บรมรูปทั้ง ๔ รัชกาลปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในปราสาทพระเทพบิดร เป็นรูปเหมือนที่แปลกไปจากภาพเหมือนโดยทั่วไปเพราะเป็นศิลปะระยะปรับตัว เป็นการผสมระหว่างความต้องการที่จะให้รูปปั้นเหมือนรัชกาลนั้นๆ กับการสร้างรูปให้มีความงามแบบพระหรือเทวรูปที่ต้องการความเกลี้ยงเกลากลมกลึงของรูปทรงเป็นคุณค่าความงาม รูปเหมือนจึงแสดงความเหมือนบุคคลออกมาพร้อมกับให้อารมณ์ความรู้สึกแบบไทยด้วย
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่เหมือนกัน ที่สำคัญคือ พระพุทธนฤมลธรรมโมภาส พระประธานวัดนิเวศน์ธรรมประวัติบางปะอิน อยุธยา ฝีพระหัตถ์พระองค์เจ้าประ-ดิษฐวรการ นอกจากนี้ยังมีการปั้นหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ซึ่งมีอยู่ครั้งเดียวในรัชกาลนี้ สร้างในระหว่างพ.ศ. ๒๔๔๒-๒๔๔๔ ในคราวนั้นโกลาหลมาก เนื่องจากไม่มีการปั้นพระขนาดใหญ่มานานแต่ก็สำเร็จลงด้วยดี พระพุทธรูปองค์นี้คือ พระพุทธชินราชจำลอง ปั้นหล่อขึ้นเพื่อนำมาประดิษฐานเป็นพระประธานวัดเบญจมบพิตร ต้องลงไปปั้นหล่อที่พิษณุโลก ผู้ปั้นหล่อจำลองคือ หลวงประสิทธิปฏิมา
พระสยามเทวาธิราช เทวรูปขนาดเล็ก หล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์ทั้งองค์ ประดิษฐานอยู่ในพระพิมาน ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณพระบรมมหาราชวัง
บุษบกองค์ตะวันตกเฉียงเหนือบนพื้นชาลาไพทีของปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรรัตนศาสดาราม ประดิษฐานพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑,๒ และ ๓
ประติมากรรมร่วมสมัย
ประติมากรรมร่วมสมัย อยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๖ จนถึงรัชกาลปัจจุบัน เป็นศิลปะที่มีผลสืบเนื่องมาจากความเจริญแบบตะวันตก ที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ ในการสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อสาธารณะประโยชน์ นอกเหนือจากการสร้างเพื่อศาสนาอย่างเดียว
สมัยรัชกาลที่ ๖ ศิลปะตะวันตกเข้ามาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย และกำลังฝังรากลึกลงไปในสังคมและวัฒนธรรมไทย การตกแต่งวังเจ้านายอาคารราชการ อาคารพาณิชย์ สวนสาธารณะและอาคารบ้านเรือนของคนสามัญ เริ่มตกแต่งงานจิตรกรรมและงานประติมากรรมภาพเหมือนมากขึ้น งานประติมากรรมไทยที่ทำขึ้นเพื่อศาสนา เช่น การสร้างศาสนสถาน ปั้นพระพุทธรูป ที่เคยกระทำกันมาก็ถึงจุดเสื่อมโทรมลง แม้จะมีการทำกันอยู่ก็เป็นระดับพื้นบ้านที่พยายามลอกเลียนสิ่งดีงามในยุคเก่าๆ ที่ตนนิยม ขาดอารมณ์ความรู้สึกทางการสร้างสรรค์ และไม่มีรูปลักษณะที่เป็นแบบแผนเฉพาะยุคสมัย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหันมาส่งเสริมศิลปะการช่างสมัยใหม่โดยตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ จัดสอนศิลปะการช่างทั้งแบบตะวันตกและแบบไทย การสร้างงานศิลปะระดับชาติได้จ้างฝรั่งมาออกแบบตกแต่งพระบรมมหาราชวังหรือพระที่นั่ง ทรงเห็นความจำเป็นที่ต้องใช้ช่างทำรูปปั้นต่างๆ เช่นเหรียญตรา และอนุสาวรีย์ ซึ่งช่างไทยยังไม่ชำนาญงานภาพเหมือนขนาดใหญ่ จึงสั่งช่างปั้นมาจากประเทศอิตาลี ผู้ได้รับเลือกคือศาสตราจารย์คอราโด เฟโรจี เข้ารับราชการเป็นประติมากรกรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๔๖๖ ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์เฟโรจีเข้าไปปั้นพระบรมรูปของพระองค์โดยใกล้ชิดเป็นพระบรมรูปเท่าพระองค์จริง ปัจจุบันประดิษ-ฐานในปราสาทพระเทพบิดร นับเป็นงานภาพเหมือนที่สำคัญในรัชกาลนี้ ต่อมาศาสตราจารย์เฟโรจี ได้โอนสัญชาติและเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่าศิลป พีระศรี ท่านผู้นี้ต่อมามีความสำคัญต่อวงการศิลปกรรมไทยสมัยใหม่ทุกสาขาอย่างที่สุด
รัชกาลที่ ๗ - รัชกาลปัจจุบัน ระยะแรกศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นช่างปั้นที่สำคัญแต่ผู้เดียวในยุคนั้น ได้ดำเนินการปั้นรูปอนุสาวรีย์พระปฐมบรมราชานุสรณ์เป็นภาพเหมือนขนาดใหญ่ ๓ เท่าคนจริงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ส่งไปหล่อทองแดงที่ประเทศอิตาลี เสร็จทันมาติดตั้งที่เชิงสะพานพุทธยอดฟ้า เพื่อเปิดสะพานและฉลองกรุงครบ ๑๕๐ ปีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕
หลังจากการฉลองกรุงไม่กี่วันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นในประเทศไทยโดยคณะทหารและพลเรือน อำนาจการปกครองและการบริหารประเทศจึงไม่ตกอยู่กับพระมหากษัตริย์อีกต่อไป การสร้างงานศิลปกรรมซึ่งแต่เดิมอยู่ในความดูแลของราชสำนัก ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงส่งเสริมก็สิ้นสุดลง วิถีการดำเนินชีวิต ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป คณะรัฐบาลมุ่งพัฒนาประเทศทางด้านวัตถุมากกว่าการพัฒนาด้านจิตใจโดยเฉพาะทางศิลปะ การสร้างงานศิลปกรรมยุคต่อมาล้วนต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่ในวงแคบๆ แต่กระนั้นการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้สังคมเห็นคุณค่าในงานศิลปะยังดำเนินต่อไปโดยมีศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้นำ เพื่อทำให้ผู้นำประเทศและคนทั่วไปเห็นคุณค่า ท่านต้องทำงานอย่างหนัก กล่าวคือ นอกจากงานปั้นอนุสาวรีย์ที่สำคัญแล้ว ท่านยังได้วางแนวทางการศึกษาศิลปะโดยหาทางจัดตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ซึ่งต่อมาขยายตัวขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖จัดให้มีการเรียนการสอนทั้งด้านจิตรกรรมและประติมากรรม ซึ่งการศึกษาและการสร้างงานประติมากรรมต่อมาเปลี่ยนไปตามการพัฒนาวัฒนธรรมของสังคมที่ต้องการพึ่งพาพลังงานใหม่ๆ ภายใต้อิทธิพลทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจการเมืองและอื่นๆ ซึ่งเป็นการก้าวหน้าแห่งยุคโดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน การสื่อสารและการคมนาคมเป็นไปอย่างรวดเร็วทั่วถึงเกือบทุกมุมโลกมีลัทธิทางศิลปะเกิดขึ้นมากมายทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา และได้แพร่หลายเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยด้วย ประติมากรรมจึงเข้าสู่รูปแบบของศิลปะร่วมสมัย เป็นการแสดงออกทางด้านการสร้างสรรค์ที่มีอิสระทั้งความคิด เนื้อหาสาระและเทคนิคการสร้างงาน สุดแต่ศิลปินจะใฝ่หางานศิลปะที่แสดงออกมานั้นจึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ใหม่ของวัฒนธรรม-ไทยอีกรูปแบบหนึ่ง
ประติมากรรมแบบดั้งเดิม อยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ การสร้างประติมากรรมดำเนินรอยตามแบบประเพณีนิยมที่ทำกันมาแต่อดีตของไทย
สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นยุคที่เริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างบ้านเมืองใหม่ จึงมีการสร้างพระพุทธรูปน้อยมาก พระ-ประธานที่สร้างในสมัยนี้ที่สำคัญคือ พระประธานที่พระอุโบสถและพระวิหารวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ฝีมือพระยาเทวารังสรรค์ เป็นพระพุทธ-รูปที่มีขนาดใหญ่จนดูเกือบคับอาคาร มีฐานชุกชีเตี้ยเป็นผลในการแสดงอำนาจราชศักดิ์ พระพุทธรูปส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายมาจากสุโขทัยและจังหวัดทางภาคกลางที่องค์พระพุทธรูปเหล่านี้ถูกทอดทิ้งอยู่ตามโบราณสถานที่ปรักหักพัง ต้องกรำแดดกรำฝนนำมาบูรณะใหม่กว่า ๑,๒๐๐ องค์ และส่งไปเป็นประธานตามวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ ที่เหลือนำมาประดิษฐานไว้ ณ ระเบียงวัดพระเชตุพนวิมล-มังคลารามพันกว่าองค์ ทั้งชั้นนอกและชั้นในประติมากรรมอื่นๆ ที่สำคัญคือ หัวนาคและเศียรนาคจำแลง และยักษ์ทวารสำริดปิดทองประจำประตูทางเข้าพระมณฑป หอพระไตรปิฎกหลังปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดารามฝีมือครูดำช่างปั้นเอกสมัยรัชกาลที่ ๑
สมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯให้บูรณะศิลปสถานและงานศิลปะอื่นๆ โดยเฉพาะด้านประติมากรรมเป็นพิเศษ เช่น ทรงปั้นหุ่นพระยารักใหญ่รักน้อยและรูปพระลักษมณ์พระรามซึ่งเป็นหุ่นหลวงที่สวยงามมาก ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์ พระพุทธประธาน ๒ องค์ คือ พระพุทธจุฬารักษ์ พระประธานพระอุโบสถวัดราชสิทธาราม และพระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม งานชิ้นที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือทรงร่วมสลักบานประตูพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม รูปพรรณพฤกษาซ้อน ๓ ชั้น มีภาพสัตว์ประเภทนกและกระต่ายประกอบ
สมัยรัชกาลที่ ๓ ในรัชกาลนี้มีการสร้างหล่อพระประธานขนาดใหญ่ ตามวัดที่สร้างใหม่เช่น "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" พระประธานพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม และ "พระพุทธเสฏฐมุนี" พระประธานในศาลาการเปรียญวัดสุทัศนเทพวราราม "พระเสฏฐตมมุนี" พระประธานพระอุโบสถวัดราชนัดดา และ "พระพุทธมหาโลกาภินันทปฏิมา" พระประธานพระอุโบสถวัดเฉลิมพระเกียรติ นอกจากนี้ยังทรงสร้างพระพุทธไสยาสน์ยาว ๙๐ ศอกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องกษัตริยาธิราชเจ้า ๒ องค์ เพื่อเป็นราชอนุสรณ์แด่พระอัยกาและพระราชบิดาของพระองค์ ซึ่งเป็นพระหล่อสัมฤทธิ์หุ้มทองคำประดับด้วยอัญมณีมีค่า ถวายพระนามว่า "พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก" และ "พระพุทธเลิศหล้านภาลัย" ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม การสร้างพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องปางห้ามญาติ ขนาดใหญ่นี้นิยมสร้างไว้เป็นจำนวนมาก ถือเป็นพระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
เศียรนาคพลสิงห์บันไดพระมณฑป วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระพุทธเสฏฐมุนี พระประธานในศาลาการเปรียญวัดสุทัศน์เทพวรารามพระพุทธรูปปางมารวิชัย รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้นด้วยกลักฝิ่น
ประติมากรรมระยะปรับตัว
ประติมากรรมระยะปรับตัว สมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ เป็นยุคสมัยของการปรับตัวเปิดประเทศยอมรับอิทธิพลตะวันตก ยอมรับความคิดใหม่มาเปลี่ยนแปลงสังคม ระเบียบประเพณีเพื่อประคองให้ประเทศรอดพ้นจากภัยสงครามหรือจากลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตก ซึ่งหลายประเทศในซีกโลกเอเชียยุคนั้นประสบอยู่ การสร้างงานศิลปกรรมทุกสาขารวมทั้งประติมากรรมก็ถูกกระแสการเมืองนี้ด้วย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริปั้นรูปเหมือนแบบตะวันตกขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จึงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงเทพรจนา (พลับ) ซึ่งต่อมาเป็นพระยาจินดารังสรรค์ปั้นถวาย โดยปั้นจากพระองค์จริงและเลียนแบบรูปปั้นของพระองค์ที่ฝรั่งปั้นจากรูปพระฉายที่ส่งมาถวายแต่ไม่เหมือน เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระรูปที่หลวงเทพรจนาปั้นขึ้นใหม่ก็ทรงโปรด ต่อมานำพระรูปองค์นี้ประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทในพระนครคีรีที่เพชรบุรี ปัจจุบันมีการหล่อไว้หลายองค์ประดิษฐานที่พระตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ และหอพระจอม วัดราชประดิษฐ์กรุงเทพฯ จากพระรูปองค์นี้นับเป็นการเปลี่ยนศักราชประติมากรรมไทยที่เดิมปั้นรูปราชานุสรณ์โดยใช้การสร้างพระพุทธรูปหรือเทวรูปแทนมาสู่การปั้นรูปราชานุสรณ์เหมือนรูปคนจริงขึ้น และจากจุดนี้เองส่งผลให้มีการปรับตัวทางประติมากรรมไปสู่ประติมากรรมสมัยใหม่ การปั้นหล่อพระพุทธรูปในยุคนี้ไม่ใหญ่โตเท่าสมัยรัชกาลที่ ๓ มีพุทธลักษณะที่เป็นแบบฉบับของตนเอง มีลักษณะโดยส่วนรวมใกล้ความเป็นมนุษย์ มีการปั้นจีวรเป็นริ้ว บนพระเศียรไม่มีต่อมพระเมาลี พระพุทธรูปที่สำคัญเหล่านี้คือ พระสัมพุทธพรรณี พระนิรันตราย และพระพุทธสิหังคปฏิมา พระประธานในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐ์ ในรัชสมัยนี้มีการสร้างพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติเช่นกัน แต่จีวรพระสมัยนี้เป็นริ้วใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้นประติมากรรมที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ "พระสยามเทวาธิราช" เป็นเทวรูปขนาดเล็กหล่อด้วยทองคำทั้งองค์สูง ๘ นิ้วฟุต ลักษณะงดงามมาก เป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐวรการ
สมัยรัชกาลที่ ๕ ระยะต้นรัชกาล อายุกรุงรัตนโกสินทร์จะครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำนุบำรุงศิลปะ แบบดั้งเดิมอย่างมาก มีการปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ปราสาทราชมณเฑียร โดยเฉพาะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เกิดงานประติมากรรมตกแต่งที่สวยงามในศาสนสถานแห่งนี้มากที่สุด งานประติมากรรมส่วนใหญ่เป็นฝีพระหัตถ์พระองค์เจ้าประดิษฐวรการทั้งสิ้น เช่น รูปสัตว์หิมพานต์ ๗ คู่ บนชานชาลาไพที รอบปราสาทพระเทพบิดรรูปพระบรมราชานุสาวรีย์ประจำรัชกาลที่ ๑, ๒ และ ๓ เป็นรูปบุษบกประดิษฐานพระราชลัญจกรบนพานแว่นฟ้าพร้อมช้างเผือกและฉัตร ตรงมุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทพระเทพบิดร ปั้นหล่อพระบรมรูป ๓ รัชกาลคือ รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ รวมทั้งปั้นแก้ไขรัชกาลที่ ๔ ที่พระยาจินดารังสรรค์ปั้นไว้ พระ-บรมรูปทั้ง ๔ รัชกาลปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในปราสาทพระเทพบิดร เป็นรูปเหมือนที่แปลกไปจากภาพเหมือนโดยทั่วไปเพราะเป็นศิลปะระยะปรับตัว เป็นการผสมระหว่างความต้องการที่จะให้รูปปั้นเหมือนรัชกาลนั้นๆ กับการสร้างรูปให้มีความงามแบบพระหรือเทวรูปที่ต้องการความเกลี้ยงเกลากลมกลึงของรูปทรงเป็นคุณค่าความงาม รูปเหมือนจึงแสดงความเหมือนบุคคลออกมาพร้อมกับให้อารมณ์ความรู้สึกแบบไทยด้วย
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่เหมือนกัน ที่สำคัญคือ พระพุทธนฤมลธรรมโมภาส พระประธานวัดนิเวศน์ธรรมประวัติบางปะอิน อยุธยา ฝีพระหัตถ์พระองค์เจ้าประ-ดิษฐวรการ นอกจากนี้ยังมีการปั้นหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ซึ่งมีอยู่ครั้งเดียวในรัชกาลนี้ สร้างในระหว่างพ.ศ. ๒๔๔๒-๒๔๔๔ ในคราวนั้นโกลาหลมาก เนื่องจากไม่มีการปั้นพระขนาดใหญ่มานานแต่ก็สำเร็จลงด้วยดี พระพุทธรูปองค์นี้คือ พระพุทธชินราชจำลอง ปั้นหล่อขึ้นเพื่อนำมาประดิษฐานเป็นพระประธานวัดเบญจมบพิตร ต้องลงไปปั้นหล่อที่พิษณุโลก ผู้ปั้นหล่อจำลองคือ หลวงประสิทธิปฏิมา
พระสยามเทวาธิราช เทวรูปขนาดเล็ก หล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์ทั้งองค์ ประดิษฐานอยู่ในพระพิมาน ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณพระบรมมหาราชวัง
บุษบกองค์ตะวันตกเฉียงเหนือบนพื้นชาลาไพทีของปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรรัตนศาสดาราม ประดิษฐานพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑,๒ และ ๓
ประติมากรรมร่วมสมัย
ประติมากรรมร่วมสมัย อยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๖ จนถึงรัชกาลปัจจุบัน เป็นศิลปะที่มีผลสืบเนื่องมาจากความเจริญแบบตะวันตก ที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ ในการสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อสาธารณะประโยชน์ นอกเหนือจากการสร้างเพื่อศาสนาอย่างเดียว
สมัยรัชกาลที่ ๖ ศิลปะตะวันตกเข้ามาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย และกำลังฝังรากลึกลงไปในสังคมและวัฒนธรรมไทย การตกแต่งวังเจ้านายอาคารราชการ อาคารพาณิชย์ สวนสาธารณะและอาคารบ้านเรือนของคนสามัญ เริ่มตกแต่งงานจิตรกรรมและงานประติมากรรมภาพเหมือนมากขึ้น งานประติมากรรมไทยที่ทำขึ้นเพื่อศาสนา เช่น การสร้างศาสนสถาน ปั้นพระพุทธรูป ที่เคยกระทำกันมาก็ถึงจุดเสื่อมโทรมลง แม้จะมีการทำกันอยู่ก็เป็นระดับพื้นบ้านที่พยายามลอกเลียนสิ่งดีงามในยุคเก่าๆ ที่ตนนิยม ขาดอารมณ์ความรู้สึกทางการสร้างสรรค์ และไม่มีรูปลักษณะที่เป็นแบบแผนเฉพาะยุคสมัย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหันมาส่งเสริมศิลปะการช่างสมัยใหม่โดยตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ จัดสอนศิลปะการช่างทั้งแบบตะวันตกและแบบไทย การสร้างงานศิลปะระดับชาติได้จ้างฝรั่งมาออกแบบตกแต่งพระบรมมหาราชวังหรือพระที่นั่ง ทรงเห็นความจำเป็นที่ต้องใช้ช่างทำรูปปั้นต่างๆ เช่นเหรียญตรา และอนุสาวรีย์ ซึ่งช่างไทยยังไม่ชำนาญงานภาพเหมือนขนาดใหญ่ จึงสั่งช่างปั้นมาจากประเทศอิตาลี ผู้ได้รับเลือกคือศาสตราจารย์คอราโด เฟโรจี เข้ารับราชการเป็นประติมากรกรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๔๖๖ ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์เฟโรจีเข้าไปปั้นพระบรมรูปของพระองค์โดยใกล้ชิดเป็นพระบรมรูปเท่าพระองค์จริง ปัจจุบันประดิษ-ฐานในปราสาทพระเทพบิดร นับเป็นงานภาพเหมือนที่สำคัญในรัชกาลนี้ ต่อมาศาสตราจารย์เฟโรจี ได้โอนสัญชาติและเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่าศิลป พีระศรี ท่านผู้นี้ต่อมามีความสำคัญต่อวงการศิลปกรรมไทยสมัยใหม่ทุกสาขาอย่างที่สุด
รัชกาลที่ ๗ - รัชกาลปัจจุบัน ระยะแรกศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นช่างปั้นที่สำคัญแต่ผู้เดียวในยุคนั้น ได้ดำเนินการปั้นรูปอนุสาวรีย์พระปฐมบรมราชานุสรณ์เป็นภาพเหมือนขนาดใหญ่ ๓ เท่าคนจริงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ส่งไปหล่อทองแดงที่ประเทศอิตาลี เสร็จทันมาติดตั้งที่เชิงสะพานพุทธยอดฟ้า เพื่อเปิดสะพานและฉลองกรุงครบ ๑๕๐ ปีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕
หลังจากการฉลองกรุงไม่กี่วันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นในประเทศไทยโดยคณะทหารและพลเรือน อำนาจการปกครองและการบริหารประเทศจึงไม่ตกอยู่กับพระมหากษัตริย์อีกต่อไป การสร้างงานศิลปกรรมซึ่งแต่เดิมอยู่ในความดูแลของราชสำนัก ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงส่งเสริมก็สิ้นสุดลง วิถีการดำเนินชีวิต ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป คณะรัฐบาลมุ่งพัฒนาประเทศทางด้านวัตถุมากกว่าการพัฒนาด้านจิตใจโดยเฉพาะทางศิลปะ การสร้างงานศิลปกรรมยุคต่อมาล้วนต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่ในวงแคบๆ แต่กระนั้นการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้สังคมเห็นคุณค่าในงานศิลปะยังดำเนินต่อไปโดยมีศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้นำ เพื่อทำให้ผู้นำประเทศและคนทั่วไปเห็นคุณค่า ท่านต้องทำงานอย่างหนัก กล่าวคือ นอกจากงานปั้นอนุสาวรีย์ที่สำคัญแล้ว ท่านยังได้วางแนวทางการศึกษาศิลปะโดยหาทางจัดตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ซึ่งต่อมาขยายตัวขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖จัดให้มีการเรียนการสอนทั้งด้านจิตรกรรมและประติมากรรม ซึ่งการศึกษาและการสร้างงานประติมากรรมต่อมาเปลี่ยนไปตามการพัฒนาวัฒนธรรมของสังคมที่ต้องการพึ่งพาพลังงานใหม่ๆ ภายใต้อิทธิพลทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจการเมืองและอื่นๆ ซึ่งเป็นการก้าวหน้าแห่งยุคโดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน การสื่อสารและการคมนาคมเป็นไปอย่างรวดเร็วทั่วถึงเกือบทุกมุมโลกมีลัทธิทางศิลปะเกิดขึ้นมากมายทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา และได้แพร่หลายเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยด้วย ประติมากรรมจึงเข้าสู่รูปแบบของศิลปะร่วมสมัย เป็นการแสดงออกทางด้านการสร้างสรรค์ที่มีอิสระทั้งความคิด เนื้อหาสาระและเทคนิคการสร้างงาน สุดแต่ศิลปินจะใฝ่หางานศิลปะที่แสดงออกมานั้นจึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ใหม่ของวัฒนธรรม-ไทยอีกรูปแบบหนึ่ง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
